ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
สัญญาและหนี้

โอนเงินให้ยืมผ่านแอป แล้วได้แค่สติกเกอร์ “ขอบคุณ” กลับมา ศาลฎีกาชี้ ยังไม่ใช่หลักฐานการกู้ยืม


แชทเป็นหลักฐานได้ แต่ต้องพูดถึง “การยืม” อย่างชัดเจน สติกเกอร์ขอบคุณบอกได้แค่ว่าได้รับเงิน ไม่ได้บอกว่าเป็นหนี้

ทุกวันนี้การยืมเงินระหว่างเพื่อนหรือคนรู้จักแทบไม่มีใครเขียนสัญญากันแล้ว ส่วนใหญ่คุยกันในแชท โอนผ่านแอปธนาคาร แล้วก็จบด้วยข้อความสั้น ๆ หรือสติกเกอร์สักตัว คำถามที่ตามมาเมื่อถึงวันทวงคือ ข้อความในแชทเหล่านั้นมีน้ำหนักแค่ไหนในศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 ให้คำตอบที่คนให้ยืมเงินควรรู้ไว้ เพราะศาลไม่ได้ปฏิเสธพยานหลักฐานจากแชท แต่บอกชัดว่า “เนื้อความ” ของแชทคือสิ่งที่ชี้ขาด

ข้อเท็จจริงของคดี


ผู้ให้ยืมเคยโอนเงินให้อีกฝ่าย 200,000 บาทมาก่อน ครั้งนั้นพิมพ์ในไลน์ว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” และอีกฝ่ายตอบว่า “ขอบคุณครับเอื้อยครับ” ศาลชั้นต้นถือว่าข้อความนี้เป็นหลักฐานการกู้ยืมและให้คืนเงินก้อนนี้ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์

ต่อมาอีกเดือนเศษ ทั้งสองโทรคุยกันผ่านไลน์สองครั้ง แล้วผู้ให้ยืมโอนเงินอีก 100,000 บาท ผู้รับเงินตอบกลับในไลน์ด้วยสติกเกอร์ที่มีข้อความว่า “ขอบคุณครับ” เมื่อทวงไม่ได้ ผู้ให้ยืมจึงฟ้องเรียกเงินรวม 300,000 บาท โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 แต่สำหรับเงินก้อนหลัง 100,000 บาท ในข้อความไลน์ไม่มีตอนใดที่ระบุว่าเป็นการให้กู้ยืม

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร


ศาลฎีกาวางหลักไว้สองชั้น ชั้นแรก ศาลรับว่าข้อความในแชทเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่จะปฏิเสธผลทางกฎหมายเพียงเพราะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ แม้จะถือว่าการส่งสติกเกอร์เป็นการลงลายมือชื่อของผู้รับเงินตามที่ผู้ให้ยืมอ้าง ชั้นที่สอง แม้จะมีลายมือชื่อแล้ว ข้อความนั้นยังต้อง “มีความหมายว่ากู้ยืมเงิน” จึงจะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามมาตรา 653

เมื่อแชทในคดีนี้ไม่มีถ้อยคำใดบ่งว่าเป็นการยืม ข้อความนั้นจึงไม่เป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ ผู้ให้ยืมจึงฟ้องบังคับเงินก้อนนี้ไม่ได้ ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อว่ามีการยืมกันจริงหรือไม่

ผู้ให้ยืมยังอ้างว่าเคยให้ยืมแบบเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงควรถือว่าการโอนครั้งหลังเป็นการยืมด้วย ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างนี้ เพราะสองครั้งห่างกันเดือนเศษ และไม่มีข้อความใดในแชทที่เชื่อมการโอนครั้งหลังกับการยืมครั้งแรก หลักฐานของการยืมครั้งแรกจึงใช้แทนครั้งหลังไม่ได้

ทำไมศาลจึงมองแบบนี้


มาตรา 653 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เหตุผลคือกฎหมายต้องการหลักฐานที่แสดงว่าผู้รับเงินยอมรับว่าเงินนั้นเป็น “หนี้ที่ต้องคืน” ไม่ใช่เงินที่ได้มาด้วยเหตุอื่น เช่น เงินให้เปล่า เงินลงทุน หรือเงินชำระหนี้เดิม

การโอนเงินพิสูจน์ได้แค่ว่ามีเงินเปลี่ยนมือ ส่วนสติกเกอร์ขอบคุณพิสูจน์ได้แค่ว่าผู้รับรู้ตัวว่าได้รับเงิน ทั้งสองอย่างยังไม่ได้ตอบคำถามว่า “ได้รับมาในฐานะอะไร”

เทียบกับฎีกาที่ 8089/2556 ซึ่งศาลถือว่าการกดรหัสส่วนตัวเบิกเงินสดจากบัตรกดเงินสดเป็นการลงลายมือชื่อ และธุรกรรมนั้นเป็นหลักฐานการกู้ยืมได้ จะเห็นว่าศาลยอมรับหลักฐานดิจิทัลมานานแล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่เนื้อหาว่าสื่อถึงการกู้หรือไม่

นำไปใช้ในชีวิตจริง


  • ก่อนโอน ให้ผู้ยืมพิมพ์เองว่า “ขอยืมเงิน ... บาท จะคืนภายในวันที่ ...” ข้อความที่ผู้ยืมพิมพ์เองมีน้ำหนักกว่าข้อความที่ผู้ให้ยืมพิมพ์ฝ่ายเดียว
  • ถ้าอีกฝ่ายตอบแค่สติกเกอร์ ให้ถามต่อเพื่อให้ยืนยันเป็นข้อความ เช่น “ยืนยันว่ายืม 100,000 นะ”
  • แคปหน้าจอแชทพร้อมชื่อบัญชีและวันเวลา และอย่าลบห้องแชท
  • ยอดเงินจำนวนมาก ทำสัญญากู้เป็นกระดาษหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ลงชื่อชัดเจนจะปลอดภัยที่สุด
  • ยืมกันหลายครั้ง ต้องมีข้อความยืนยันการยืมทุกครั้ง หลักฐานของครั้งก่อนใช้แทนครั้งหลังไม่ได้
  • ถ้าต้องฟ้อง ให้ยื่นแชททั้งหมดที่มีตั้งแต่ศาลชั้นต้น ในคดีนี้ผู้ให้ยืมเพิ่งนำแชทส่วนที่เหลือมายื่นในชั้นอุทธรณ์ ศาลไม่รับฟัง

คำถามที่พบบ่อย


แชทไลน์ใช้เป็นหลักฐานกู้ยืมเงินได้ไหม


ได้ หากข้อความแสดงว่าเป็นการกู้ยืม และส่งมาจากบัญชีของผู้ยืม ศาลฎีกาถือว่าข้อความอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมาย

มีสลิปโอนเงินอย่างเดียวพอไหม


สลิปพิสูจน์ได้ว่ามีการโอนเงิน แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นการให้ยืม ถ้ายอดเกิน 2,000 บาท ควรมีข้อความหรือเอกสารจากผู้ยืมที่ยอมรับว่ายืมเงินด้วย

ถ้าฟ้องฐานกู้ยืมไม่ได้ จะเรียกเงินคืนทางอื่นได้ไหม


คดีนี้ศาลวินิจฉัยเฉพาะฐานกู้ยืมเงิน ส่วนจะเรียกคืนด้วยเหตุอื่นได้หรือไม่ ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง ควรปรึกษาทนายความก่อนฟ้อง

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีของคุณ

บทความนี้ช่วยคุณได้ไหม

แชร์บทความLINEFacebook