ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ผู้บริโภค

โดนรูดบัตรเครดิตกว่า 172,000 บาทที่ไม่ได้ใช้เอง ธนาคารฟ้องให้จ่าย ศาลฎีกายกฟ้อง เพราะภาระพิสูจน์อยู่ที่ธนาคาร


ในคดีผู้บริโภค ข้อเท็จจริงที่ธนาคารรู้ดีอยู่ฝ่ายเดียว ธนาคารต้องพิสูจน์ ในคดีนี้ธนาคารพิสูจน์ไม่ได้ทั้งว่าลูกค้าใช้บัตรเอง และว่าลูกค้ามีส่วนผิดหรือประมาท ลูกค้าจึงไม่ต้องจ่าย

ใบแจ้งยอดบัตรเครดิตโผล่รายการที่เราไม่เคยรูด ยอดรวมเป็นแสน หลายคนเจอแล้วได้คำตอบว่า “บัตรชิปปลอมไม่ได้ ลูกค้าต้องรับผิดชอบ” แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568 บอกว่าเรื่องนี้ธนาคารต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์

ข้อเท็จจริงของคดี


ผู้ถือบัตรสมัครบัตรเครดิตมาตั้งแต่ปี 2537 ต่อมาธนาคารออกบัตรแบบชิปให้ ในรอบบัญชีเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2561 มีรายการใช้บัตรวันเดียวกัน 7 รายการ รวมประมาณ 172,000 บาท ผู้ถือบัตรปฏิเสธรายการ แจ้งว่าข้อมูลบัตรถูกก๊อปไปทำบัตรปลอม และแจ้งความ ธนาคารยกเลิกบัตรเดิมและออกบัตรใหม่ให้

ปี 2563 ธนาคารฟ้องเรียกเงินประมาณ 239,807 บาท ศาลชั้นต้นให้ชำระส่วนหนึ่ง ศาลอุทธรณ์เพิ่มยอดขึ้นเป็นราว 100,807 บาท ผู้ถือบัตรจึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร


ศาลฎีกากลับคำพิพากษาและยกฟ้อง ผู้ถือบัตรไม่ต้องรับผิด ด้วยเหตุผลสามข้อ

หนึ่ง บัตรปลอดภัยจากการก๊อปข้อมูลหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของธนาคารโดยเฉพาะ ธนาคารจึงมีภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แต่พยานธนาคารเบิกความแบบกว้าง ๆ ไม่มีเอกสารทางเทคนิคหรือความเชี่ยวชาญมายืนยัน ทั้งข้อกำหนดการใช้บัตรของธนาคารเองก็เตือนให้ลูกค้าระวังการถูกขโมยข้อมูล และพนักงานธนาคารยอมรับว่ามีผู้ถือบัตรประเภทเดียวกันร้องเรียนเรื่องบัตรปลอมทำนองเดียวกัน

สอง ธนาคารพิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้ถือบัตรเป็นคนซื้อสินค้า ลายมือชื่อในสลิปต่างจากลายมือชื่อหลังบัตรอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อร้านค้าไม่ยอมให้ภาพจากกล้องวงจรปิด ธนาคารก็ไม่ได้ขอผ่านตำรวจ หรือขอให้ศาลสั่งให้ร้านค้าส่งภาพมา

สาม ไม่มีหลักฐานว่ามีผู้อื่นใช้บัตรเพราะความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ถือบัตรตามข้อสัญญาเรื่องความรับผิดของผู้ถือบัตร

ทำไมศาลจึงมองแบบนี้


กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคออกแบบมาเพื่อแก้ความไม่เท่าเทียมของข้อมูล ระบบความปลอดภัยของบัตร ข้อมูลการทำธุรกรรม และขั้นตอนตรวจสอบร้านค้า ล้วนอยู่ในมือธนาคาร ผู้บริโภคไม่มีทางเข้าถึง การโยนภาระให้ผู้บริโภคพิสูจน์ว่าบัตรถูกปลอมจึงไม่เป็นธรรม

คดีนี้จึงเป็นบทเรียนว่า คำว่า “บัตรชิปปลอมไม่ได้” ไม่ใช่ข้อยุติในศาล ธนาคารต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ได้จริง

นำไปใช้ในชีวิตจริง


  • ตรวจรายการบัตรเป็นประจำ เปิดการแจ้งเตือนทุกรายการ
  • เจอรายการผิดปกติ แจ้งปฏิเสธรายการกับธนาคารเป็นลายลักษณ์อักษรทันที
  • แจ้งความและเก็บสำเนาบันทึกประจำวัน
  • เก็บหลักฐานว่าวันเวลานั้นคุณอยู่ที่ไหน เช่น หลักฐานการเดินทางหรือการทำงาน
  • ถ้าถูกฟ้อง เขียนในคำให้การให้ชัดว่าไม่ได้ใช้บัตรเอง และเชื่อว่าข้อมูลบัตรถูกนำไปทำบัตรปลอม แล้วยกประเด็นภาระการพิสูจน์ของผู้ประกอบธุรกิจในคดีผู้บริโภคขึ้นต่อสู้ ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเรื่องบัตรปลอม เพราะเห็นว่าคำให้การไม่ได้ยกขึ้นไว้ จนศาลฎีกาต้องวินิจฉัยประเด็นนี้เอง

คำถามที่พบบ่อย


บัตรถูกปลอมต้องจ่ายเองไหม


ขึ้นกับพยานหลักฐาน ในคดีนี้ธนาคารพิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้ถือบัตรใช้เอง หรือมีส่วนประมาท ศาลจึงยกฟ้อง

ข้อสัญญาบัตรเครดิตเขียนให้ลูกค้ารับผิด ใช้บังคับได้ไหม


ข้อสัญญาในคดีนี้ให้ผู้ถือบัตรรับผิดเมื่อการใช้บัตรเกิดจากความจงใจหรือประมาทของผู้ถือบัตร เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ข้อสัญญานั้นก็ไม่ทำให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิด

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีของคุณ

บทความนี้ช่วยคุณได้ไหม

แชร์บทความLINEFacebook